หน้าหลัก ชมวีดีโอ สถานที่สำคัญ Email Webboard ติดต่อเรา
dot
bulletประวัติตำบล
bulletข้อมูลสภาพทั่วไป
bulletข้อมูลหมู่บ้าน
bulletบทบาทหน้าที่
bulletผลงาน/รางวัล
bulletกิจกรรม อบต.
bulletสถานที่สำคัญ
bulletสินค้า OTOP
dot
dot
bulletคณะผู้บริหาร
bulletสมาชิกสภา
bulletบุคลากร
bulletโครงสร้างส่วนราชการ
dot
dot
bulletแผนพัฒนาสามปี 2553-2555
bulletแผนพัฒนาห้าปี 2553-2557
dot
dot
bulletพรบ. และ พรก.
bulletกฎกระทรวง/ระเบียบ
bulletคำสั่ง อบต.
dot
dot
bulletคลังหนังสือราชการ
bulletหนังสือราชการ ของ สถ.
bulletกฎหมาย ระเบียบ และมติ ก.กลาง
bulletDownload เอกสารต่างๆ
bulletประกาศจัดซื้อจัดจ้าง
bulletรับเรื่องราวร้องทุกข์
bulletแบบสอบถามความพึงพอใจ
   
   














การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน

กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น

ฐานข้อมูลหน่วยงานของรัฐ

 
[สำนักปลัด]   [กองคลัง]   [กองช่าง]  

สำนักปลัด

 

บัตรประจำตัวประชาชน
คุณสมบัติของผู้ที่จะต้องขอมีบัตรประตัวประชาชน
1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่เกิน 70 ปีบริบูรณ์มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
2. ต้องใบขอทำบัตรฯ ณ ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอ เขตเทศบาล หรือเมืองพัทยา ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
ภายใน 90 วันนับแต่วันที่อายุครบ 15 ปีบริบูรณ์
3. บัตรฯ ชำรุดหรือสูญหาย ต้องยื่นคำขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วัน
4. อายุของบัตรฯ กำหนดให้ใช้ 6 ปี เมื่อบัตรฯ หมดอายุต้องขอมีบัตรใหม่ภายใน 90 วัน นับจากวันที่บัตรฯหมดอายุ
5. หลักฐานที่ต้องเตรียมไป
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- บัตรฯ เดิม (กรณีบัตรฯ เดิมชำรุด)
- เอกสารราชการอื่นอย่างอื่น เช่นใบเกิด ใบเปลี่ยนชื่อตัว หรือ ทะเบียนสมรส (ถ้ามี)
- ถ้ามีแต่สำเนาทะเบียนบ้าน ให้นำเจ้าบ้านหรือผู้ที่น่าเชื่อถือได้ไปให้คำรับรอง
6. ไม่ยื่นคำร้องขอมีบัตรฯ ภายในกำหนดเวลา มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
7. บัตรฯ หมดอายุไม่ต่อบัตรฯ ภายในกำหนด มีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท

ทะเบียนชื่อบุคคล
1. หลักเกณฑ์
- ต้องไม่พ้องหรือมุ่งหมายให้คล้ายกับพระปรมาภิไธย พระนามของพระราชินีหรือราชทินนาม
- ต้องไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย
- ต้องไม่มีเจตนาทุจริต
- มีความหมายในภาษาไทยตามพจนานุกรม
2. ผู้ที่ยังไม่มีชื่อรองมาก่อนจะขอตั้งชื่อรองก็ได้ โดยไม่เสียค่าธรรมเนียมแต่การขอเปลี่ยนชื่อตัวหรือชื่อรองต้องเสียค่าธรรมเนียม 25 บาท
3. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- บัตรประจำตัวประชาชน
- ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)
4. ยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนท้องที่ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
5. เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้นำไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและหลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย



การแจ้งเกิด
1. ให้แจ้งเกิดภายใน 15 วัน นับตั้งแต่วันเกิด
2. ถ้าเกิดในบ้านให้เจ้าบ้านแจ้ง ถ้าเกิดนอกบ้านให้บิดาหรือมารดาเป็นผู้แจ้งการเกิด
3. การแจ้งเกิดต้องแจ้งในท้องที่ที่เด็กเกิด
4. ในกรณีที่เด็กเกิดเกิน 15 วันผู้แจ้งต้องไปแจ้งท้องที่ที่มีชื่ออยู่ปัจจุบัน
5. ผู้แจ้งเกิดต้องตั้งชื่อเด็กที่จะขอแจ้งเกิดให้เรียบร้อย
6. ผู้แจ้งเกิดต้องเตรียมหลักฐาน ดังนี้
- บัตรประจำตัวผู้แจ้ง
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
- หนังสือรับรองการเกิดซึ่งแพทย์ผู้ทำคลอดเป็นผู้ออกให้
7. ถ้าไม่แจ้งเกิดภายในกำหนดเวลา มีความผิดตามกฎหมายมีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท

การแจ้งตาย
1. ถ้าตายในบ้านให้เจ้าบ้านเป็นผู้แจ้ง
2. ถ้าตายนอกบ้าน ให้ผู้ที่ไปกับผู้ตายหรือผู้พบศพเป็นผู้แจ้ง
3. ให้แจ้งการตายภายใน 24 ชั่วโมง นับแต่เวลาตายหรือพบศพ
4. ให้แจ้งการตายต่อกำนันหรือผู้ใหญ่บ้าน ในท้องที่นั้น ๆ
5. หลักฐานที่ต้องเตรียมไป
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านซึ่งมีชื่อผู้ตาย (ถ้ามี)
- บัตรประจำตัวของผู้ตาย (ถ้ามี) และบัตรของฯ ของผู้แจ้ง
- หนังสือรับรองการตายจากสถานพยาบาล (ถ้ามี)
6. ถ้าไม่แจ้งตายภายในเวลา มีความผิดตามกฎหมาย มีโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท



ทะเบียนพินัยกรรม
พินัยกรรม คือ คำสั่งสุดท้าย ซึ่งแสดงเจตนาของผู้ทำพินัยกรรมในเรื่องทรัพย์สินหรือกิจการต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลบังคับตามกฎหมายในเมื่อผู้ทำถึงแก่ความตาย

1. พินัยกรรมแบบธรรมดาและแบบเขียนเองสามารถทำได้ด้วยตนเอง
2. พินัยกรรมแบบเอกสารฝ่ายเมือง แบบทำเป็นเอกสารลับและแบบทำด้วยวาจา ให้ยื่นคำร้องขอทำพินัยกรรม ได้ที่ที่ว่าการอำเภอ กิ่งอำเภอหรือสำนักงานเขต
3. ผู้ทำต้องนำหลักฐานแสดงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน ที่จะระบุไว้ในพินัยกรรมไปแสดงด้วย
การขอจดทะเบียนเปลี่ยนชื่อสกุล

หลักเกณฑ์
ต้องเป็นคำที่ไม่พ้องหรือมุ่งให้คล้ายกับพระปรมาภิไธยหรือพระนามของพระราชินี ต้องเป็นคำที่ไม่พ้องหรือมุ่งให้คล้ายกับราชทินนาม เว้นแต่เป็นราชทินนามของตน ของบุพการี หรือผู้สืบทอดสันดาน ต้องเป็นคำที่ไม่ซ้ำกับชื่อสกุลที่ได้รับพระราชทานจากพระมหากษัตริย์หรือชื่อสกุลที่ได้จดทะเบียนไว้แล้ว ไม่มีคำหรือความหมายหยาบคาย มีพยัญชนะไม่เกิน 10 พยัญชนะ เว้นแต่กรณีเป็นราชทินนาม มีคำแปลตามหลัก ภาษาไทย พจนานุกรมและเขียนตัวสะกดการันต์ถูกต้อง ผู้ที่ไม่ได้รับพระราชทานชื่อสกุล ห้ามใช้คำว่า “ ณ” นำหน้าชื่อสกุลห้ามเอานามมหานครและศัพท์ที่ใช้เป็นพระปรมาภิไธยมาใช้
2. ยื่นคำขอต่อนายทะเบียนท้องที่ที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน
3. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
สำเนาทะเบียนบ้าน
บัตรประจำตัวประชาชน
ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว (กรณีบุคคลต่างด้าว)
4. เมื่อได้รับหนังสือสำคัญแล้ว ให้นำไปขอแก้ไขรายการในทะเบียนบ้านและหลักฐานอื่น ๆ ให้ถูกต้อง และขอเปลี่ยนบัตรประจำตัวประชาชนด้วย

การจดทะเบียนสมรส
คุณสมบัติของผู้ที่จะจดทะเบียนสมรส
1. อายุครบ 17 ปีบริบูรณ์
2. ไม่เป็นคนวิกลจริต หรือไร้ความสามารถ
3. ไม่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดามารดา
4. ไม่เป็นคู่สมรสของบุคคลอื่น

เอกสารที่ใช้ในการจดทะเบียนสมรส คือ
1. บัตรประจำตัวประชาชน
2. สำเนาทะเบียนบ้าน

การจดทะเบียนสมรส
- ยื่นคำร้องขอจดทะเบียนสมรส ทีที่ว่าการอำเภอแห่งใดก็ได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงภูมิลำเนาของคู่สมรส

คู่สมรสที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ
- ต้องนำบิดามารดาหรือผู้ปกครองมาให้ความยินยอม

การแจ้งย้ายที่อยู่
1. เมื่อมีผู้ย้ายที่อยู่ออกจากบ้าน ให้เจ้าบ้านแจ้งย้ายออกต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายออก
2. เมื่อมีผู้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านให้เจ้าบ้านแจ้งย้ายเข้าต่อนายทะเบียนภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายเข้า
3. กรณีอยู่นอกเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานครให้แจ้งการย้าย ณ ที่ว่าการอำเภอในท้องที่นั้น
4. กรณีอยู่ในเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานครให้แจ้งการย้าย ณ สำนักงานเทศบาลหรือสำนักงานเขตนั้น ๆ แล้วแต่กรณี
5. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน
บัตรประจำตัวของเจ้าบ้าน
บัตรประจำตัวของผู้ได้รับมอบหมายจากเจ้าบ้าน (กรณีมอบหมาย)
หนังสือมอบหมายจากเจ้าบ้าน (ถ้ามี) (กรณีย้ายเข้าจะต้องมีใบแจ้งย้ายที่อยู่อีกด้วย)
6. ถ้าไม่แจ้งย้ายที่อยู่ภายในกำหนด ตามข้อ 1-2 มีความผิดตามกฎหมายต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท


การแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทาง
1. เมื่อผู้ที่ย้ายที่อยู่ ได้ย้ายไปอยู่บ้านใหม่ โดยที่ยังไม่ได้ย้ายออกจากบ้านเดิมสามารถไปแจ้งย้ายที่อยู่ปลายทางที่สำนักงานทะเบียนบ้านแห่งท้องที่ที่อยู่ใหม่ได้
2. ต้องแจ้งย้ายปลายทางภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ย้ายออกจากบ้านเดิม
3. กรณีอยู่นอกเขตเทศบาล หรือกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งย้ายปลายทาง ณ ที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ แห่งที่อยู่ใหม่นั้น
4. กรณีอยู่ในเขตเทศบาลหรือกรุงเทพมหานคร ให้แจ้งย้ายปลายทาง ณ สำนักงานเขตเทศบาลหริอสำนักงานเขตที่อยู่ใหม่นั้นๆ แล้วแต่กรณี
5. หลักฐานที่ต้องนำไปแสดง
- สำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านของบ้านที่เข้าไปอยู่ใหม่
- บัตรประจำตัวของผู้ขอย้ายปลายทาง และบัตรฯ ของเจ้าบ้านที่จะย้ายเข้าไปอยู่ใหม่
- หนังสือแสดงความยินยอมให้ย้ายเข้าของเจ้าบ้าน
6. ค่าธรรมเนียมตามกฎหมาย 5 บาท
7. ถ้าไม่แจ้งย้ายภายในกำหนด มีความผิดกฎหมาย ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 1,000 บาท


การยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า
ต้องการยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้าทำอย่างไร
1. ขอใช้ไฟฟ้าสามารถติดต่อขอแบบฟอร์มคำร้องขอใช้ไฟฟ้า ได้ที่แผนกบริการการไฟฟ้านครหลวงเขตทุกแห่ง หรือที่ทำการสาขาย่อยที่ท่านสะดวกที่สุด
2. เอกสารประกอบการขอใช้บริการไฟฟ้า

สำเนาบัตรประจำตัว หรือ สำเนาบัตรประจำตัวของผู้มีอำนาจทำการแทนและของผู้รับมอบอำนาจ หรือ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล อายุไม่เกิน 6 เดือนนับแต่วันที่สำนักงานทะเบียนรับรอง

ทะเบียนบ้านที่ขอใช้ไฟฟ้า หรือหนังสือให้เลขบ้าน หรือหนังสืออนุญาตให้ปลูกสร้างอาคาร (เฉพาะเขตควบคุมการก่อสร้าง)
สำเนาทะเบียนบ้านที่จะขอใช้ไฟฟ้า
หลักฐานแสดงการมีสิทธิเป็นผู้ขอใช้ไฟฟ้า
รายการแสดงขนาดและจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า
แผนผังสถานที่ใช้ไฟฟ้า
3. ในกรณีขอใช้ไฟฟ้าใหม่ ท่านสามารถตรวจสอบว่าสถานที่ขอใช้ไฟฟ้าอยู่ในพื้นที่บริการใดโดยสังเกตจากแผ่นป้ายโลหะเคลือบพื้นสีน้ำเงิน ที่มีอักษรและตัวเลขสีขาว ซึ่งติดไว้ประจำเครื่องวัดฯ บนเสาไฟฟ้าที่อยู่ใกล้เคียง
4. สถานที่ขอใช้ไฟฟ้าใหม่ จะต้องมีเสา-สายไฟแรงต่ำผ่าน ไม่มีการปักเสาพาดสายเพิ่มหรือเปลี่ยนหม้อแปลง และต้องไม่มีหนี้ค่าไฟฟ้าและ/หรือหนี้ค้างชำระอื่น ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับการใช้ไฟฟ้า
5. ผู้ขอใช้ไฟฟ้าชำระค่าใช้จ่ายพร้อมหลักประกันในวันที่ยื่นเรื่องขอใช้ไฟฟ้า
6. การเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าภายในสถานที่ใช้ไฟฟ้าถูกต้องตามมาตราฐานการไฟฟ้านครหลวง


คำแนะนำในการไปติดต่อสถานีตำรวจ
เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ เมื่อท่านไปติดต่อที่สถานีตำรวจท่านควรเตรียมเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็นติดตัวไปด้วยคือ
1. บัตรประจำตัวประชาชน หรือใบแทนฯ หรือ
2. บัตรประจำตัวข้าราชการ หรือ
3. ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หรือ
4. หนังสือเดินทาง (Passport ) สำหรับชาวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาภายในประเทศ
5. สำเนาทะเบียนบ้าน
6. ในกรณีที่ท่านจะไปร้องทุกข์ (แจ้งความ) โดยเป็นตัวแทนของผู้อื่น ให้นำหลักฐานต่าง ๆ ดังนี้ติด ตัวไปด้วย
- ใบสำคัญแสดงการเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้เยาว์
- ใบสำคัญแสดงการเป็นผู้อนุบาลของผู้ไร้ความสามารถ (ตามคำสั่งศาล)
- ในกรณีที่ผู้เสียหายถูกทำร้ายถึงตายหรือบาดเจ็บจนไม่สามารถจัดการเองได้ให้ท่านนำหลักฐานซึ่งแสดงว่าท่านเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานหรือสามีภรรยา (ซึ่งได้จดทะเบียนบ้าน, สูติบัตร, ใบทะเบียนสมรส ฯลฯ) มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ
- ใบสำคัญแสดงการอนุญาตของสามีหรือภรรยา แล้วแต่กรณีให้ร้องทุกข์แทนหรือเป็นตัวแทนโดยสมบูรณ์
- ในกรณีที่เป็นผู้แทนของนิติบุคคลให้นำ
- หนังสือมอบอำนาจของนิติบุคคลเป็นหลักฐาน รวมทั้งติดอากรแสตมป์ 5 บาท
- หนังสือรับรองนิติบุคคลนั้นของกระทรวงพาณิชย์

แจ้งความบัตรประชาชนหาย

กทม. แจ้งที่สถานีตำรวจ
ต่างจังหวัด สามารถแจ้งความได้ที่ที่ว่าการอำเภอ/กิ่งอำเภอ หรือสถานีตำรวจ
อายุของบัตร
กำหนดให้ใช้ได้ 6 ปี เมื่อถึงกำหนดสิ้นอายุบัตร ต้องไปติดต่อขอทำบัตรใหม่ภายใน 90 วันนับแต่วันที่บัตรหมดอายุ เว้นแต่บัตรที่ยังไม่หมดอายุในวันที่ผู้ถือบัตรมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ บัตรนั้นสามารถใช้ได้ต่อไปตลอดชีวิต
ความผิด
ผู้ถือบัตรผู้ใดไม่อาจแสดงบัตรได้เมื่อเจ้าพนักงานตรวจบัตรขอตรวจมีโทษปรับไม่เกิน 100 บาท
ไม่ยื่นคำขอมีบัตรภายในกำหนด หรือ บัตรหายแล้วไม่ขอมีบัตรใหม่ภายในกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
เปลี่ยนชื่อตัว ชื่อสกุล แล้วไม่ขอเปลี่ยนบัตรภายในกำหนดมีโทษปรับไม่เกิน 200 บาท
ผู้ไม่มีสัญชาติไทยผู้ใดยื่นคำขอมีบัตรโดยแจ้งข้อความหรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ว่าตนเป็นผู้มีสัญชาติไทย หรือใช้บัตรซึ่งตนหมดสิทธิใช้ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงห้าปีและปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท
แจ้งความเอกสารสำคัญหาย
เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์, จักรยานยนต์, โฉนดที่ดิน, ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว ฯลฯ มีขั้นตอนดำเนินการดังนี้

1. ยื่นคำร้องแจ้งว่าเอกสารดังกล่าวหายต่อสถานีตำรวจท้องที่ที่หาย
2. เจ้าพนักงานตำรวจจะทำการสอบสวนว่าหายจริงหรือไม่แล้วลงประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
3. เจ้าพนักงานตำรวจจะออกหลักฐานการแจ้งความเอกสารหายเพื่อให้ท่านนำไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการต่อไป

แจ้งความรถและเรือหาย
หลักฐานต่าง ๆ ที่ควรนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ
1. ใบทะเบียนรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เรือ หรือพาหนะอื่น ที่หาย
2. ใบรับเงินหรือสัญญาซื้อขายเท่าที่มี
3. ถ้าเป็นตัวแทนห้างร้าน บริษัทผู้ไปแจ้งความ ควรมีหนังสือมอบอำนาจจากเจ้าของหรือผู้จัดการห้างร้าน บริษัทนั้น ๆ ไปรวมทั้งหนังสือรับรองบริษัทด้วย
4. หนังสือเกี่ยวกับการติดต่อหรือเอกสารที่จะใช้เป็นพยานหลักฐานได้ (ถ้ามี)
5. หนังสือคู่มือประจำตัวรถที่ทางบริษัท ห้างร้านจ่ายให้เป็นคู่มือ ถ้าไม่มีหนังสือคู่มือรถให้จำยี่ห้อ สีแบบ หมายเลขประจำเครื่องและตัวรถไปด้วย (ถ้ามี)


แจ้งความคนหาย
หลักฐานต่าง ๆ ที่ควรนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ
1. บัตรประจำตัวผู้หาย (ถ้ามี)
2. ใบสำมะโนครัว (ทะเบียนบ้าน) ผู้หาย
3. ภาพถ่ายคนหาย (เป็นภาพถ่ายที่ใหม่ที่สุด)
4. ใบสำคัญทางราชการ เช่น ใบเกิด , ใบสำคัญทหาร (ใบกองเกิน, กองหนุน)


แจ้งความอาวุธปืนหาย
หลักฐานต่าง ๆ ที่ควรนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ คือ
1. ทะเบียนใบอนุญาตอาวุธปืน
2. ใบเสร็จรับเงินที่บริษัทห้างร้านขายปืนออกให้ (ถ้ามี)

 
© 2010 องค์การบริหารส่วนตำบลบุ่งแก้ว  
1 ต.บุ่งแก้ว อ.โนนสะอาด จ.อุดรธานี 41240 โทร.042-135026-7 Fax.042-135027  Email:webmaster@bungkaew.go.th